วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตแบบไทย


          สถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตแบบไทย เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนควรจะอนุรักษ์รักษาไว้ เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเป็นไทยอันทรงคุณค่า ให้รุ่นลูกรุ่นหลานของเราได้มีโอกาสที่จะเห็น และได้สัมผัสสืบต่อไป
   
        ในเว็บไซต์นี้ได้รวบรวมเนื้อหาเรื่องราวอันเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมไทยซึ่งเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตของคนไทยมาช้านาน ตัวอย่างเช่น  เนื้อหาเรื่องจุดกำเนิดหมู่บ้านแบบไทย,  ความเชื่อการสร้างเรือนของไทย และอื่นๆ อีกมากมาย ประกอบกับภาพ ประกอบเนื้อหาอีกด้วย

 


          สถาปัตยกรรมพื้นบ้านของไทย ที่มีในแต่ละภาค ประกอบด้วย สถาปัตยกรรมของภาคกลาง, ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ซึ่งสถาปัตยกรรมในแต่ละภาคก็จะมีจุดเด่น หรือมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างกัน อาทิเช่น มีปูนหรือไม้ที่เสารองบ้าน เพื่อป้องกันปลวก เป็นต้น

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สถาปัตยกรรมเมืองโบราณ


เมืองโบราณ - สมุทรปราการ
จังหวัดสมุทรปราการ เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2506 โดยนายประไพ วิริยะพันธุ์ นักธุรกิจเจ้าของบริษัทวิริยะประกันภัย เป็นสถานที่รวบรวมวัฒนธรรม ของไทย อาทิ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 เมืองโบราณตั้งอยู่ในเขตตำบลบางปูใหม่ บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 33 ถนนสุขุมวิท (สายเก่า) ห่างจากตัวจังหวัด 8 กิโลเมตร มีพื้นที่ 800 ไร่ ลักษณะที่ดินมีผังบริเวณคล้ายรูปขวาน เหมือนกับอาณาเขตของประเทศไทย ภายในจะมีโบราณสถาน ปูชนียสถาน วัดโบราณ พระราชวัง ต่างๆ เป็นต้น และยังมี ส่วนรังสรรค์เป็นสถานที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของไทย มีไว้จัดแสดงที่นี่ด้วย ใน พ.ศ. 2549 รายการอเมริกาส์เน็กซต์ท็อปโมเดล ฤดูกาลที่ 6 รายการเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังจากสหรัฐอเมริกาได้ นำผู้เข้าแข่งขันมาแข่งรอบชิงชนะเลิศที่นี่ โดยใช้ศาลาพระอรหันต์ซึ่งเป็นศาลากลางน้ำขนาดใหญ่เป็นรันเวย์ และถือได้ว่าเป็นเวทีเดินแบบที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของรายการ นอกจากนี้ยังใช้พื้นที่ภายในพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทจำลองเป็นสถานที่ในการ ตัดสินผู้ชนะอีกด้วย วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำนวน 500 คน นำโดยนายวีระ สมความคิด ได้เดินทางมายังเมืองโบราณ เพื่ออ่านแถลงการณ์ในนามเครือข่ายภาคีทวงคืนดินแดนแผ่นดินไทย จะดำเนินการทุกวิถีทางตามกรอบของกฎหมาย เพื่อทวงคืนแผ่นดินไทยรอบปราสาทพระวิหารมา เป็นของคนไทย จะดำเนินคดีกับคนที่ทำให้แผ่นดินไทยต้องถูกรุกล้ำ และทำให้เสียดินแดน ขอให้ชาวกัมพูชาที่รุกล้ำแผ่นดินไทยออกนอกพื้นที่ และประณามคณะกรรมการมรดกโลกที่บิดเบือนข้อเท็จจริงและลำเอียง หลังจากนั้น ทั้งหมดได้ร่วมกันเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสา ร้องเพลงชาติไทย ดังกึกก้องเมืองโบราณ


เมืองโบราณ - สมุทรปราการ


ความเห็นที่ โพสเมื่อ : 2010-05-14 14:31:36  โดย : AeeM-Cool
 
พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (รูปซ้ายบน)
พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ราชบุรี สร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนามหายานฐานก่อด้วยศิลาแลง องค์ปรางค์ก่อด้วยอิฐ เป็นศิลปะละบุรี สร้างขึ้นตังแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ แต่มีการซ่อมแซมและสร้างเพิ่มเติมในสมัยหลัง เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในคูหาปรางค์เป็นฝีมือช่ายสมัยอยุธยาตอนต้นรูปปั้นและลวดลายประดับส่วนบนของปรางค์มีทั้งฝีมือช่างสมัยอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์

หอพระไตรปิฎกและหอระฆัง (รูปขวาบน)
ในสมัยโบราณนิยมาสร้างหอพระไตรปิฎกเป็นหอสูงไว้กลางสระน้ำ เพื่อป้องกันอันตรายจากมดและปลวกปัจจุบันหอไตรแบบนี้นับวันจะหาดูได้ยากยิ่ง เหตุนี้เมืองโบราณจริงได้ขอผาติกรรมมาสร้างไว้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาต่อไป
หอพระไตรปิฎกหลังนี้เดิมอยู่ที่วัดใหญ่ อำเภอบางคนที่ จังหวัดสมุทรสงคราม มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมากตั้งอยู่กลางน้ำ ลักษณะสถาปัตยกรรมน่าจะเลียนแบบมาจากสมัยอยุธยา ที่ผนังด้านนอกมีภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องพุทธประวัติ เขียนด้วยสีฝุ่นผสมกาวปิดทอง แต่ปัจจุบันลบเลือนไปเกือบหมดแล้ว
บริเวณใกล้ ๆ กันนี้มีหอระฆังที่มีรูปแบบเฉพาะถิ่นต่างไปจากท้องถิ่นอื่น หาดูได้ยาก ซึ่งเมืองโบราณได้ขอผาติกรรมมาจากวัดเดียวกัน

ศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรี (ซ้ายล่าง)
ศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม หรือที่มักเรียกกันว่า ตำหนักพระเจ้าเสือ เดิมเป็นพระตำหนักอยู่ในพระบรมมหาราชวังกรุงศรีอยุธยา ต่อมาสมเด็จพระเจ้าเสือโปรดเกล้าฯ ให้รื้อถวายสมเด็จพระสุวรรณมุนี (สมเด็จเจ้าแตงโม) พระสังฆราชแห่งกรุงศรีอยุธยาสมัยนั้น ซึ่งมีชาติภูมิเป็นชาวเพชรบุรี พระตำหนักนี้จึงถูกรื้อมาไว้วัดเดิมที่ท่านเคยอาศัยเล่าเรียนอยู่
ศาลาการเปรียญหลังนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๓ สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง เสาทุกต้นเป็นเสาแปดเหลี่ยม ประตูเป็นซุ้มเรือนแก้วยอดแหลมดูเด่นสง่าเป็นพิเศษมีลายจำหลังไม้อันประณีตพิสดารและลายปูนปั้นที่หน้าบันอันเป็นฝีมือช่างชั้นครูของเพชรบุรีโดยแท้
เมืองโบราณได้สร้างศาลาการเปรียญฯ แห่งนี้ขึ้น โดยให้เล็กกว่าของจริงเล็กน้อยภายในจัดเป็นพุทธพิพิธภัณฑ์แสดงศิลปวัตถุต่าง ๆ

สวนขวา (ขวาล่าง)
กลุ่มสถาปัตยกรรมแบบจีนแห่งนี้ เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของสวนขวา ภายในพระบรมมหาราชวังครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งสร้างไว้เพื่อเป็นที่เสด็จประพาสภายในพระบรมมหาราชวังต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เลิกล้มสวนขวาเสีย และให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ไปถวายวัดหลายวัด
เมืองโบราณได้ขอผาติกรรมชิ้นส่วนสิ่งก่อสร้างเหล้านี้ มาจากวัดไผ่เงิน ตำบลตรอกจันทน์ อำเภอยานนาวา กรุงเทพฯ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีศิลปะจีนเข้ามาผสมผสานกับศิลปะเทยอยู่มาก
ท่องเที่ยวสุดฮิตหัวหิน  ที่พักหัวหิน  เกาะเสม็ด  เกาะช้าง  เขาใหญ่  ทัวร์ต่างประเทศ!

ความเห็นที่ โพสเมื่อ : 2010-05-14 14:35:25  โดย : AeeM-Cool
 
ท้องพระโรงกรุงธนบุรี (ซ้ายบน)
ท้องพระโรงกรุงธนบุรี หรือพระราชวังเดิม ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์กองทัพเรือ มีลักษณะเป็นอาคารทรงไทยชั้นเดียว แบบตรีมุข หลังคาลดชั้น ตัวท้องพระโรงเป็นตึกสองหลังเชื่อมต่อกันหลังแรกเป็นท้องพระโรง หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา ที่ประทับออกว่าราชการทำเป็นอัฒจันทร์ลดชั้นพื้นไม้ มีบันไดขึ้นสองข้าง อาคารหลังที่สองเรียกว่า พระที่นั่งขวาง เป็นส่วนพระราชมณเฑียร
ภายในห้องบรรทมของท้องพระโรงกรุงธนบุรี ณ เมืองโบราณแห่งนี้มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพงศาวดารกรุงธนบุรี ตั้งแต่เสียกรุงครั้งที่ ๒ การกู้อิสรภาพ มาจากถึงการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ชมได้ซึมซับในวีรกรรมและพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

พระพุทธรูปทวารวดี (ขวาบน)
เมืองโบราณนครชัยศรี หรือนครปฐมโบราณ เริ่มเป็นบ้านเป็นเมิงมาตั้งแต่พุธศตวรรษที่ ๑๒ และเจริญรุ่งเรืองจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ดังปรากฏหลักฐานเนื่องในพุทธศาสนานิกายเถรวาทมีการสร้างพระสถูปเจดีย์และโบราณวุตถุสถานต่าง ๆ มากมายจนเกิดรูปแบบทางศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ที่เรียกว่าวัฒนธรรม ทวารวดี ศิลปกรรมดังกล่าวได้แพร่กระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย
สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของวัฒนธรรมทวารวดีก็คือ การสร้างพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาขนาดใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท ปัจจุบันพบ ๔ องค์ ได้นำไปประดิฐานตามที่ต่าง ๆ ดังนี้คือที่พระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์ ลานประทักษิณด้านทิศใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และพิพิภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามาพระยา

เรือนทับขวัญ (เรือนไทยทวารวดี) (ซ้ายล่าง)
เรือนทับขวํญนี้สร้างขึ้นตามแบบเรือนทับขวัญที่อยู่ในบริเวณพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม ออกแบบโดดยพระยาวิศวกรรมประสิทธิ์ (น้อย พึ่งศิลป์) เรือนทับขวัญเป็นเรือนหมู่ ๘ หลัง มีชานแล่นถึงกันตลอด เรือนเป็นหมู่เช่นนี้แสดงถึงฐานะของเจ้าของบ้านว่าเป็นผู้มีฐานะดี ที่เรียกกันว่าเรือนทวารวดีนั้น เนื่องจากได้เลียนแบบปั้นลมให้เป็นรูปตัวเหงากระหนก แบบเดียวกับปั้นลมของปราสาทซึ่งพบในรูปจำหลักบนใบเสมาสมัยทวารวดีนั่นเอง
เรือนไทยแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงระบบการก่อสร้างของไทยแบบโบราณแท้ ๆ ครั้งที่ยังไม่มีตะปูและเครื่องมีอันทันสมัยต่าง ๆ มีเพียงมีด เครื่องมือถากรูปจอบที่เรียกกันว่า ผึ่งกับสิ่ว และสิ่งอื่นไม่มากนัก โดยการยึกซึ่งกันและกันไว้ ใช้เจาะรูเข้าเดือย ใช้สลักไม้ทั้งสิ้นเรียกว่าฝาลูกฟักและเรียกรวมว่า เรือนเครื่องสับ

อนุสรณ์สถานกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (ขวาล่าง)
สมัยกรุงศรีอยุธยาได้เกิดมีตำแห่งกรมราชวังบวรสถานมงคลขึ้น ซึ่งมีความสำคัญรองลงมาจากพระมหากษัตริย์เจ้านายผู้ดำรงตำแหน่งนี้จะประทับอยู่ ณ พระราชวังที่แยกออกมาจากพระราชวังหลวงเป็นเหตุให้คนทั่วไปเรียกกันว่า "วังหน้า" และมีสืบต่อกันมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เป็นพระอนุชาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อครั้งสงคราม 9ทัพ ซึ่งพระเจ้าปดุงกษัตริย์ในราชวงศ์อลองพญาของพม่าทรงยกกำลังมามากมาย เดินทางมาจากทุกทิศ จัดเป็น ๙ ทัพ ทั้งทางบกและทางน้ำ นับว่าเป็นการศึกที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่พม่ายกมาตีไทย ฝ่ายไทยมีกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเป็นแม่ทัพด้วยพระปรีชาสามารถ ความเข้มแข็ง เด็ดขาดและปราดเปรื่อง จึงทรงเป็นขวัญและกำลังใจสำคัญแก่กองทัพไทย จนสามารถรบชนะพม่าได้ทั้งที่พม่ามีกำลังมากกว่า
ท่องเที่ยวสุดฮิตหัวหิน  ที่พักหัวหิน  เกาะเสม็ด  เกาะช้าง  เขาใหญ่  ทัวร์ต่างประเทศ!

ความเห็นที่ โพสเมื่อ : 2010-05-14 14:37:44  โดย : AeeM-Cool
 
มณฑปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม)(ซ้ายบน)
คุณธรรมสองอย่างที่พัฒนาขึ้นเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมของมนุษยชาติ คือ ความเมตตากรุณา และความยุติธรารม ในความเชื่อทางพระพุทธศาสนานิกายมหายานพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร คือ พระเทพแห่งเมตตาธรรม นับเป็นเทพที่มีความโดดเด่นที่สุดเพราะมีผู้นับถืออย่างแพร่หลายจากอินเดียไปยังจีน ทิเบต ญี่ปุ่น และเกาหลี ทั้งทางบกและทางทะเล ภาพลักษณ์ของพระโพธิสัตว์องค์นี้โดยทั่ว ๆ ไปคือ มีพระวรกายที่งดงามอ่อนโยนทรงสังวาลเป็นรูปเนื้อทราย และพระพักตร์เศร้าเป็นนิจ พร้อมด้วยสายพระเนตรที่แสดงความกรุณาห่วงใยมวลมนุษย์ ในเมืองจีนเรียกพระโพธิสัตว์องค์นี้ว่า "กวนอิม" หลังสมัยราชวงศ์ถังลงมาได้เกิดตำนานเกี่ยวกับเจ้าแม่กวนอิมขึ้น จึงทำให้มีการสร้างรูปพระโพธิสัตว์องค์นี้เป็นสตรีไปและปัจจุบันคนส่วนใหญ่รู้จักกันว่าคือ "เจ้าแม่กวนอิม"

หอพระแก้ว (ขวาบน)
เมื่อครั้งที่พระนครอยุธยาเป็นราชธานี มีอำนาจแผ่ไพศาล สามารถปราบปรามบ้านเมืองน้อยใหญ่ต่าง ๆ ได้มากมาย และได้นำสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเครื่องบรรณาการจากต่างแดนต่างถิ่นมารวมไว้ให้คนได้เคาระบูชาในฐานะที่เป็นเมืองศูนย์รวมความสักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา
หอพระแก้วที่สร้างขึ้นในเมืองโบราณนี้ มีลักษณะรูปทรงเป็น แปดเหลี่ยม ซึ่งเมืองโบราณได้แบบอย่างมาจากภาถสลักประตูตู้พระธรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ดูแล้วสองคล้องกับภาพอาคารทรงสูงสมัยอยุธยาที่ชาวต่างประเทศได้บันทึกไว้ ภายในอาคารเป็นที่ประดิษฐานพระแก้ว และพระพุทธรูปสลักไม้ขนาดใหญ่รวมทั้งมีการประดับประดาตกแต่งที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวในพระพุทธศาสนา เช่น ภาพพุทธรูปสลักไม้ขนาดใหญ่รวมทั้งมีการประดับประดาตกแต่งที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวในพระพุทธศาสนา เช่น ภาพพุทธประวัติ ชาดกไตรภูมิพระร่วง ตลอดจนศิลปกรรมอีกหลายแขนกเช่น งานจำหลักไม้ งานประดับมุก ฯลฯ
หอพระแก้วแห่งนี้ คือสัญลักษณ์ของความเป็นศูนย์กลางทางศาสนาแห่งราชธานีศรีอยุธยาในอดีตนั่นเอง

วิหารวัดเชียงของ เชียงราย (ซ้ายล่าง)
วัดไทยทางเหนือแต่โบราณ ให้ความสำคัญแก่วิหารมากกว่าโบสถ์ เพราะว่าวิหารเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปประธานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนมาทำบุญกราบไหว้และประกอบพิธีกรรมได้ทุกเวลา ต่างกับโบสถ์ที่เป็นที่สำ สังฆกรรมของสงฆ์ จึงมักสร้างเป็นอาคารขนาดเล็ก
วิหารหลังนี้เมืองโบราณได้ขอผาติกรรมมาจากวัดเชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดพะเยา) เป็นอาคารเครื่องไม้ที่เก่าแก่ของท้องถิ่นที่นับวันจะหปาดูไม่ได้อีกแล้ว ลักษณะเป็นอาคารโถงขนาดใหญ่ดูแบบบางแต่มั่นคง การใช้คานไม้ล้อมเสาวิหารทุกต้นไว้ด้วยกันในตอนบน เพื่อให้อาคารตั้งอยู่ได้โดยปลอดภัย แม้ว่าโคนเสาเบื้องล่างจะขาดคอดินจากการผุกร่อนก็ตาม การมุงหลังคาด้วยกระเบื้องไม้ก็ใช้ขอไม้เกี่ยวเกาะกับไม้ระแนงที่ทำจากต้นหมาก โดยไม่ต้องใช้ตะปูหรือโลหะยึดแต่หย่างใด

โบสถ์น้ำ (ขวาล่าง)
โบสถ์น้ำ เป็นโบสถ์ที่มีน้ำล้อมรอบและถ่ายเทได้ อันเป็นคติการสร้างโบสถ์แบบหนึ่งในพุทธศาสนา น้ำที่ล้อมรอบนี้เป็นการแสดงถึงเขตขัณฑสีมา ตามคติโบราณถือว่าแสดงถึงความมั่นคงแน่นอน สามารถใช้ประกอบพิธีได้ตลอดเวลาโดยมิต้องทำพิธีถอดพัทธสีมาเพื่อทำพิธีสงฆ์ ยกเว้นพิธีบวชเท่านั้นต้องทำพิธีผูกพัทธสีมาเพราะถือว่าน้ำได้พัดพาไปแล้ว คณะสงฑ์ลัทธิลังกาวงศ์ที่แพร่หลายเข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ นั้น มักนิยมใช้สีมาน้ำและบวชที่โบสถ์บนแพ อันตั้งอยู่กลางแม่น้ำกัลยาณีในลังกา
ในประเทศไทยปัจจุบันเหลือโบสถ์น้ำอยู่เพียงไม่กี่แห่ง เช่น ที่วัดประดู่ทรงธรรม จังหวัดอยุธยา
ท่องเที่ยวสุดฮิตหัวหิน  ที่พักหัวหิน  เกาะเสม็ด  เกาะช้าง  เขาใหญ่  ทัวร์ต่างประเทศ!

ความเห็นที่ โพสเมื่อ : 2010-05-14 14:45:25  โดย : AeeM-Cool
 
เจดีย์เจ็ดยอดเชียงใหม่ (ซ้ายบน)
เจดีย์เจ็ดยอดอยู่ที่วัดโพธารามมหาวิหาร หรือเรียกกันทั่วไปว่าเจ็ดยอด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่องค์เจดีย์ก่อเป็นคูหาสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๒ เมตร มีช่องประตูโค้งสู่ด้านหน้าทางทิศตะวันออกในคูหาประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่ง ริมผนังซ้ายขวา มีช่องบันไดขึ้นสู่หลังคาได้ บนหลังคามียอดเป็นเจดีย์ ๕ องค์แบบเจดีย์ที่พุทธคยา องค์ใหญ่เป็นประธานอยู่กลาง มีเจดีย์ทรงกลมก่อด้วยศิลาแลงขนาดย่อมอีก ๒ องค์ที่ฐานเหลี่ยมมีลายปูนปั้นเป็นรูปเทพนม ยืนบ้างนั่งบ้าน เป็นศิลปะเชียงใหม่ที่งดงามแห่งหนึ่ง
ตามประวัติกล่าวว่า สร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ล้านนา โดยโปรดเกล้าฯ ให้หมื่นด้ามพร้คด (ดำ) ไปจำลองแบบมาจากพุทธคยา ประเทศอินเดียเมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๘ และในปี พ.ศ. ๒๐๒๐ พระเจ้าติโลกราชโปรดเกล้าฯ ให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นที่วัดนี้ และนับเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๘ ของโลก

วิหารเมืองสะเมิง เชียงใหม่ (ขวาบน)
วิหารหลังนี้เป็นของเก่าแก่ที่เมืองสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ สะท้อนให้เห็นประเพณีนิยมของชาวบ้านชาวเมืองในล้านนาในการสร้างวิหารโถงด้วยไม้ที่ไม่ใหญ่โตจนกลายเป็นการข่มสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่สวยงามอย่างเช่น โบสถ์วิหารทั้งหลายในปัจจุบันภายในไม่มีพระประธาน แต่มีปราสาทขนาดเล็กก่ออิฐถือปูน มีหลายปูนปั้นประดับ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหรือพระบรมธาตุ อันเป็นสิ่งเคารพสูงสุดของชุมชนและท้องถิ่น
คติการสร้างปราสาทในวิหารโถงเช่นนี้ เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของล้านนาโบราณ ที่ไม่ใคร่พบเห็นในที่อื่น

เจดีย์จามเทวี ลำพูน (ซ้ายล่าง)
เจดีย์องค์นี้เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เจดีย์เหลี่ยมวัดกู่กุด สร้างในสมัยหริภุญไชยรูปทรงของเจดีย์มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมซ้อนกัน ๕ ชั้น มีพระพุทธรูปยืนประดิษฐานอยู่ในซ้อมทุกชั้น ๆ ละ ๑๒ องค์ เป็นพระพุทธรูปแบบผสมระหว่างศิลปะทวารวดีและศิลปะอู่ทอง อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ บนซุ้มชั้นที่ ๕ ประดับด้วยบัวปูนปั้น เหนือขึ้นไปเป็นยอดหรือบัลลังก์ แบบผ้าอุตราสงค์พับซ้อนเป็นชั้น ยอดหักหายไป
ตามตำนานกล่าวว่า พระฤาษีได้สร้างเมื่อหริภุญไชยขึ้น แล้วส่งคนไปเชิญพระนางจามเทวีธิดากษัตริย์ละโว้ ขึ้นมาครองเมืองหริภุญไชยขึ้น เป็นการสืบสายวงศ์กษัตริย์โบรารไว้พระนางจามเทวีเสด็จขึ้นมายังเมืองหริภุญไชยเมื่อ พ.ศ. ๑๒๐๔ ครองราชย์อายุนาน ๕๔ ปี

วัดจองคำลำปาง (ขวาล่าง)
ตามประเพณีคนไทยใหญ่หรือเงี้ยวในภาคเหนือ วัดสำคัญของบ้านเมืองมักชื่อว่า "วัดจองคำ" มีแทบทุกจังหวัดแถบภาคเหนือลักษณะเด่นของวัดไทยใหญ่ก็คือทั้งเขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาส เชื่อมต่อในอาคารหลังเดียวกันไม่ได้แยกส่วนกันเช่นวัดไทยในภาคกลาง
จัดจองคำแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยใหญ่ตามแบบพุกามประเทศ เมืองโบราณได้ขอผาติกรรมจากวัดเดิม ที่อำเภองาว จังหวัดลำปาง อาคารสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง วิหาร ศาลา และกุฏิ รวมอยู่ในชุดเดียวกันหมดหลังคาเป็นชั้น ๆ ซ้อนเป็นทรงสูง ต่อด้วยยอดหอทรงแปลก ฝีมือช่างสลักไม้ แสดงความองอาจในฝีมือประติมากรรมไทยเหนือเป็นอย่างยิ่ง
ท่องเที่ยวสุดฮิตหัวหิน  ที่พักหัวหิน  เกาะเสม็ด  เกาะช้าง  เขาใหญ่  ทัวร์ต่างประเทศ!

ความเห็นที่ โพสเมื่อ : 2010-05-14 14:47:19  โดย : AeeM-Cool
 
พระมหาธาตุเจดีย์ สุโขทัย (ซ้ายบน)
พระมหาธาตุเจดีย์ สุโขทัย อยุ่ในวัดมหาธาตุ อยู่ติดกับบริเวณวิหารหลวง และมีฐานพระศรีศากยมุนีอยู่เบื้องหน้า องค์พระมหาธาตุก่อด้วยศิลาแลงและอิฐ ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 20 เมตร มีรูปพระสาวกปูนปั้นเดินประนมมือประดับอยู่โดยรอบ มีบันไดขึ้นจากฐานถึงบัลลังก์บน เหนือบัลลังก์ก่อเป็นบัวคว่ำบัวหงาย ส่วนที่กล่าวมานี้ทำด้วยศิลาแลงถัดจากบัวหงายทำเป็นท้องไม้ย่อมุม มุมละห้าเหลี่ยม สูงขึ้นไปจนถึงยอดนั้น ๆ เป็นพุ่ีมข้าวพิณฑ์หรือทรงดอกบัวตูมที่ฐานบัตูมมีซุ้มพระทั้ง ๔ ทิศ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปยืน ๓ ด้าน

คาลาร้องทุกข์ สุโขทัย (ขวาบน)
เมืองไทยสมัยสุโขทัย มีผู้คนน้อย แต่ที่ทำกินมีมาก อยู่กันอย่างสุขสบาย พระมหากษัตริย์ทรงใกล้ชิดกับประชาชน ประชาชนเรียกพระมหากษัตริย์ว่า พ่อขุน ทรงมีเวลาว่างพอที่จะสั่งสอนดูแลทุกข์สุขและตัดสินคดีความ ให้ยุติธรรมและความกรุณาปราณีด้วยพระองค์เอง
"ในปากประตูมีกะดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปก กลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความเจ็บท้องข้องใจ มักจักกล่าวเถิงเจ้าเถิงขุนบ่ไร้ ไปลั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียก เมื่อถามสานความแก่มันด้วยซี่อ"
ศาลาร้องทุกข์ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งกรุงสุโขทัยซึ่งเมืองโบราณได้สร้างขึ้นเป็นศาลาโถงทรงไทย หลังคามุงกระเบื้องเกร็ด ปั้นลมได้เค้าจาสังคโลกสมัยสุโขทัยประตูทำแบบโดรณตามลักษณะเสาประตูค่ายที่เก่าที่สุดที่ปรากฏอยู่ในจิตรกรรมฝาผนัง พร้อมกันแขวนกระดิ่งไว้หน้าประตูเพื่อให้สมดังที่ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยหลักที่ ๑ กล่าวไว้

เนินปราสาท สุโขทัย (ซ้ายล่าง)
เนินปราสาทอยู่บริเวณวัดมหาธาตุ เมืองเก่าสุโขทัย เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๖ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลที่ ๔) เมื่อครั้งยังทรงผนวช ได้ธุดงค์ไปทางเมืองเหนือและได้พบ ๒ สิ่งสำคัญ คือศิลาจารึกหลักที่ ๑ จารึกภาษาไทยที่เล่าถึงพระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและพระราชกิจของพระองค์ ศิลาจารึกหลักนี้ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคคร และได้พบแผ่นหินมีลายจำหลักเป็นกลีบบัวและลายบางอย่างประกอบกัน ทรงเชื่อว่าแผ่นหินนี้คือพระแท่นมนังคศิลาอาสน์ ที่พ่อขุนรามคำแหงฯ ทรงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๕ เพื่อให้พระมหาเถระนั่งแสดงธรรมแก่ราษฎรในวันธรรมสวนะ ปัจจุบันพระแท่นนี้ได้รับการเก็บรักษาไว้ในวิหารยอดวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ

ป้อมเมืองกำแพงเพชร (ขวาล่าง)
เมืองกำแพงเพชร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง เป็นเมืองคล้ายเมืองแฝด ด้วยฝั่งตรงข้ามคือเมืองนครชุม ในสมัยอยุธยาเมืองกำแพงเพชรเรียกว่า เมืองชากังราว เป็นปราการสำคัญของอาณาจักรสุโขทัยทางทิศใต้
เมืองกำแพงเพชรมีป้อมและกำแพงเมืองที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ก่อสร้างด้วยศิลาแลง
เมืองโบราณได้สร้างป้อมเมืองกำแพงเพชรโดยถ่ายแบบมาจากป้อมเจ้าอินทร์นอกกำแพงมีคูกว้างลึกมีป้อม ๘ ป้อม สร้างประชิดติดกำแพง ๗ ป้อม อีกป้องหนึ่งอยู่ใกล้สะพานกำแพงเมือง บนกำแพงมีทางเดินกว้างพอสำหรับคนเดินหลีกกันได้สบาย ใต้ใบเสมากำแพงเมืองมีช่องปืนเป็นรูปสี่เหลี่ยม ประตูเมืองมีทั้งหมด ๘ ประตู
ท่องเที่ยวสุดฮิตหัวหิน  ที่พักหัวหิน  เกาะเสม็ด  เกาะช้าง  เขาใหญ่  ทัวร์ต่างประเทศ!

ความเห็นที่ โพสเมื่อ : 2010-05-14 14:49:03  โดย : AeeM-Cool
 
วิหารสุโขทัย (ขวาบน)
เมืองโบราณได้สร้างวิหารสุโขทัยขึ้นโดยอาศัยหลักฐานทางโบราณคดีคือ ลักษณะแผนผังของพระวิหาร ได้แบบอย่างมาจากวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก โดยเปรียบเทียบกับผังของวัดนางพญา เมืองศรีสัชชนาลัย แล้วผสมผสานให้เป็นแบบดั้งเดิมขึ้นลวดลายการตกแต่งทั้งภายในและภายนอกวิหารเป็นลวดลายที่ค้นแบบอย่างได้จากสุโขทัย ศรีสัชชนาลัยและเชียงแสน เครื่องประดับหลังคา รวมทั้งกระเบื้องปูพื้นได้แบบอย่างจากเครื่องสังคโลกที่เมืองศรีสัชชนาลัย องค์พระประธานถอดแบบมาจากพระพุทธรูปปางลีลา วัดตระพังทองหลางสุโขทัย ซุ้มกรอบที่ตั้งพระประธานได้แบบมาจากซุ้มเจดีย์ที่วัดป่าสัก เชียงแสน สดมภ์หัวเสารูปกลีบบัวได้แบบอย่างมาจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง ลายประดับกำแพงได้แบบมาจากวัดนางพญา และภายในวิหารมีภาพจำหลังตามแบบภาพจำหลักหินชนวนอย่างในอุโมงค์พระวิหารวัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย
วิหารแห่งนี้จึงเป็นที่รวบรวมลักษณะเฉพาะของศิลปะสุโขทัยไว้โดยครบถ้วน

ประตูวัดโพธิ์ประทับช้าง พิจิตร (ซ้ายล่าง)
เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๒๐๔ สมเด็จพระนารายณ์มหารายทรงยกทัพไปปราบปรามเมืองเชียงใหม่จนได้ชัยชนะ และได้พระราชธิดาเมืองเชียงใหม่มาเป็นบาทบริจาริกา ระหว่างยกกองทัพกลับราว พ.ศ. ๒๒๐๕ พระสนมตั้งครรภ์ สมเด็จพระนารายณ์ฯ เสด็จไปนมัสการพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์ที่เมืองพิษณุโลก โปรดเกล้าฯ ให้พระนสมจากเชียงใหม่ตามเสด็จด้วย เมื่อเดินทางถึงตำบลโพธิ์ประทับช้าง ก็พอดีครรภ์ครบถ้วนทศมาส พระสนมจึงคลอดบุตรเป็นชายชื่อนายเดื่อ
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๒๔๖ นายเดื่อหรือขุนหลวงสรศักดิ์ ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ มีพระนามว่า สมเด็จพระสรรเพชญ์ ที่ ๘ ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า "พระเจ้าเสือ" หลังจากครองราชย์แล้วก็ทรงสร้างวัดตรงสถานที่ประสูติ ณ ตำบลโพธิ์ประทับช้างแห่งนี้

พระธาตุสามหมื่น ชัยภูมิ (ขวาล่าง)
พระธาตุสามหมื่นหรือพระธาตุบ้านแก้ง อยู่ใกล้กับซากเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่ตำบลบ้านแก้ง อำเภอภูเขียวจังหวัดชัยภูมิ ลักษณะของพระธาตุมีเค้าศิลปะศรีวิชัย ก่อด้วยอิฐ ฐานชั้นล่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ ๑๒ เมตร ถัดฐานชั้นล่างขึ้นไปเป็นฐานย่อมุมไม้สอบสองรวม ๕ ชั้น แล้วถึงเรือนธาตุ ซึ่งมีซุ้มทิศประดิษฐานพระพุทธรูปยืน ๔ ด้าน เหนือเรือนธาตุทำเป็นเจดีย์บริวาร ๔ ทิศ ซ้อนกัน ๒ ชั้น แล้วถึงเจดีย์องค์ประธานเป็นยอดสุดรูปสัณฐานการก่อสร้างของเจดีย์องค์ประธานและเจดีย์บริวารคล้ายกับพระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ข้างหน้าพระธาตุเจดีย์องค์นี้มีบึงสามหมื่นเข้าใจว่าแต่เดิมจะเป็นลำน้ำมาก่อน แล้วตื้นเขินเสีย จึงกลายเป็นลำบึงไป
เมืองโบราณได้สร้างพระธาตุสามหมื่นขึ้นเท่าขนาดองค์จริง
ท่องเที่ยวสุดฮิตหัวหิน  ที่พักหัวหิน  เกาะเสม็ด  เกาะช้าง  เขาใหญ่  ทัวร์ต่างประเทศ!

ความเห็นที่ โพสเมื่อ : 2010-05-14 14:50:32  โดย : AeeM-Cool
 
พระธาตุพนม นครพนม (ซ้ายบน)
พระธาตุพนมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยและชาวลาวนับถือกันมาแต่โบราณเชื่อกันว่าเป็นที่ประดิษฐาน พระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก) ของพระพุทธเจ้า อยู่ที่วัดพระธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม องค์เดิมจะมีลักษณะอย่างใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่องค์ที่เป็นรากฐานของลักษณะที่ปรากฏทุกวันนี้เป็นองค์ที่พระยาสุมิตรธรรมและเจ้านครอื่น ๆ จัดการสถาปนาขึ้นตรงที่ตั้งของพระธาตุองค์เดิม ลักษณะลายจำหลักบนแผ่นอิฐประดับพระธาตุพนมเป็นของช่างฝีมืออินเดียคล้ายศิลปะแบบอมราวดี (พุทธศตวรรษที่ ๗-๑๐) ต่อมาพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชผู้ครองนครเวียงจันทน์ โปรดเกล้าฯ ให้ก่อเสริมองค์พระธาตุพนมตอนบนเป็นรูปคล้ายลุ้งคว่ำสูงขึ้นไปอีก
พระธาตุพนมในเมืองโบราณได้ก่อสร้างขึ้นตามรูปแบบเดิม ก่อนที่จะมีการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยกรุงเทพฯ

ปราสาทหินหนองกู่ ร้อยเอ็ด (ขวาบน)
ปราสาทหินหนองกู่อยู่ที่บ้านยางคู่ ตำบลมะอี อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด ตัวปรางค์ก่อด้วยศิลาแลง ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม กว้าง ๕.๑๐ เมตร มีประตูเข้าออกทางด้านทิศตะวันออก ส่วนทางด้านอื่น ๆ เป็นประตูหลอก หน้าประตูทางด้านทิศตะวันออก ทำเป็นมุขยื่นยาวออกมา ๓.๒๗ เมตร กว้าง ๑.๔๕ เมตร ตัวกำแพงก่อด้วยแลงขนาดกว้าง ๒๓.๓๐ เมตร ยาว ๓๕ เมตร ซุ้มประตูด้านหน้าทำเป็นรูปกากบาท
ปราสาทแห่งนี้เข้าใจว่าเคยเป็นพุทธสถานมาก่อนลักษณะเป็นฝีมือช่างพื้นเมิง อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ เมืองโบราณได้สร้างปราสาทหินหนองกู่ขึ้นให้มีขนาดเท่ากับองค์จริง

ปราสาทศรีขรภูมิ สุรินทร์ (ซ้ายล่าง)
ปราสาทศรีขรภูมิ เป็นกลุ่มปราสาทอิฐ ๕ หลัง ตั้งอยู่บนฐานเดียวกันอย่างได้สัดส่วน แต่ก่อนเรียกกันว่าปราสาทบ้านระแงง ถือกันว่าเป็นสัญญาลักษณ์ของจังหวัดสุรินทร์ แต่เดิมเป็นอาคารในศาสนาฮินดู สร้างขึ้นเมืองราว พุทธศตวรรษที่ ๑๗ สังเกตได้จากทับหลังของปราสาทองค์กลาง ที่สลักเป็นรูป ศิวนาฏราช ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ก็ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ให้เป็น พระสถูปทาง พุทธศาสนาแทน
ลักษณะเด่นทางศิลปะสถาปัตยกรรมของปราสาทศรีขรภูมิก็คือ ถ้ายืนอยู่หน้าปราสาทในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว จะแลเห็นประตูของปราสาท ทั้ง ๕ หลังพร้อมกันทั้งหมด

วิหารทวารวดี (ขวาล่าง)
อาณาจักรทวารวดีนั้น เป็นเสมือนศูนย์กลางแห่งการนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาท มีการสร้างงานศิลปะเนื่องในพุทธศาสนา จนเกิดรูปแบบทางศิลปะที่เรียกว่า "ทวารวดี" ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ วิหาร เจดีย์ พระพุทธรูป แล้วล้วนมีขนาดใหญ่ ศิลปะแบบทวารวดีนี้คงได้แพร่กระจายจากนครปฐม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรทวารวดีไปยังบ้านเมืองอื่น ๆ ทั้งภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคอีสาน
เมืองโบราณ จึงได้สร้างวิหารทวารวดีขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมและศิลปะทวารวดีเคยเจริญรุ่งเรืองในดินแดนภาคอีสานมาแล้วเมื่อครั้งอดีตกาล
ท่องเที่ยวสุดฮิตหัวหิน  ที่พักหัวหิน  เกาะเสม็ด  เกาะช้าง  เขาใหญ่  ทัวร์ต่างประเทศ!

ความเห็นที่ โพสเมื่อ : 2010-05-14 14:52:56  โดย : AeeM-Cool
 
มณฑปพระพุทธบาท สระบุรี (ซ้ายบน)
มณฑปพระพุทธบาท เป็นสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา เป็นมณฑปฐานสูงสร้างความคร่อมรอยพระพุทธบาท ซึ่งอยู่บนยอดเขาพระพุทธบาท สระบุรี ตามตำนานเล่าว่า พรานบุญ ซึ่งขึ้นไปล่าเนื้อบนไหล่เขาได้ไปพบแอ่งน้ำซึ่งเป็นรอยพระพุทธบาท สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทราบเรื่องก็เสด็จมาทอดพระเนตร ก็รู้ชัดว่าเป็นรอยพระพุทธบาทตรงตามที่พระสงฆ์ฝ่ายลังกาได้อ้างไว้ในคัมภีร์
เมืองโบราณได้สร้างมณฑปพระพุทธบาทขึ้น โดยยึดถือข้อมูลจากนิราศพระบาทของสุนทรภู่และปุณโณวาท คำฉันท์ของพระมหานาค วัดท่าทรายการตกแต่งภายในมณฑป โดยเฉพาะการประดับกระจกเงาบนผนังและเพดานถือจากหลักฐานที่กล่าวไว้ในจดหมายเหตุขุนโขลน ส่วนรอยพระพุทธบาทนั้นได้รับมอบจาก ฯพณฯ ประธานาธิบดีอินเดีย

พระที่นั่งจอมทอง อยุธยา (ขวาบน)
พระที่นั่งจอมทองเป็นพระที่นั่งองค์หนึ่งอยู่ในเขตวัดพระศรีสรรเพชญ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นสมัยใด แต่ต่อมาได้กลายเป็นหอมณเฑียรธรรมไป
พระที่นั่งจอมทองนั้นเป็นฝีมือการก่อสร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย สมัยหลังสมเด็จพระนารายณ์มหาราชลงมา ด้วยก่อเป็นตึก มีการเจาะหน้าต่างถี่ สันนิษฐานว่าพระที่นั่งจอมทองเดิมอาจจะเป็นไม้ หรือถ้าก่อเป็นตึกก็มีขนาดเล็กไม่กว้างขวางพอสำหรับจะประชุมคณะสงฆ์ในการแปลพระไตรปิฎกหรือประชุมปรึกษาข้อธรรมอันลึกซึ้งที่ไม่อาจยุติกันได้ง่าย ดังนั้นหลังจากรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมลงมาจึงได้รื้อหลังเดิมลงจนหมดแล้วสร้างขึ้นใหม่หลังจากสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ให้ใหญ่โตโอ่อ่ายิ่งกว่าเดิม

พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท อยุธยา (ซ้ายล่าง)
สรรเพชญปราสาท เป็นพระที่นั่งโบราณสมัยอยุธยาตอนต้น ในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นโดยหนีจากอิทธิพลของสถาปัตยกรรมขอมและไทยเหนือ ดังนั้นพระที่นั่งองค์นึงเป็นที่รวมความเป็นเอกลักษณืของศิลปะสถาปัตยกรรมอยุธยาเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ฐาน เสา ลวดลายประดับ ซุ้มพระทวาร พระบัญชร หลังคาและเครื่องยอด
พระที่นั่งสรรเพชฐปราสาทใช้เป็นที่ประกอบพิธีและรับแขกเมืองของพระมหากษัตริย์ ต่อมาเมื่อเสียกรุงครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ถูกพม่าเอาไฟเผาทิ้ง ทั้งองค์เหลือแต่ซากฐาน
เมืองโบราณได้สร้างพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทขึ้น โดยค้นคว้าจากหลักฐานดั้งเดิมทั้งของไทยและต่างชาติเช่น จดหมายเหตุ ตำนานพระราชพงศาวดาร ประกอบกับหลักฐานที่เหลือให้เห็นอย่างคร่าว ๆ โดยมากำหนดเป็นผังขึ้น ประกอบกับหลักฐานจากภาพเขียน ไม้สลัก และโบราณวัตถุสมัยอยุธยา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันและสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงใช้พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ณ เมืองโบราณ รับรองเสด็จพระนางเจ้าอลิชาเบธที่ ๒ และพระราชสวามีเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๕ ซึ่งในวันนั้นได้ถือเป็นสิริมงคลและเป็นเสมือนวันเปิดเมืองโบราณต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการด้วย

วิหารพระศรีสรรเพชญ อยุธยา (ขวาล่าง)
วิหารพระศรีสรรเพชญ อยู่ในบริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ อันเป็นเขตพุทธาวาสในเขตพระราชวังหลวง กรุงศรีอยุธยา เป็นวิหารใหญ่ขนาด ๙ ห้อง ก่ออิฐถือปูนสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พ.ศ. ๒๐๓๔-๒๐๗๒) เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหล่อปางประทับยืนองค์หนึ่งซึ่งหุ้มด้วยทองคำหนัก ๓๔๖.๕ กิโลกรัม (๒๘๖ ชั่ง) มีพระนามว่า "พระศรีสรรเพชญ"
ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ทหารพม่าได้เอาไฟเผาลอกทองคำที่หุ้มองค์พระไปจนหมดเหลือแต่ซาก ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชประสงค์ที่จะบูรณะพระศรีสรรเพชญให้ดีดังเดิม แต่องค์พระชำรุดละลายเหลือที่จะปฏิสังขรณ์ได้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำซากมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่ทรงสร้างขึ้นในวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) กรุงเทพฯ แล้วพระราชทานนามว่า "พระเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ"
ท่องเที่ยวสุดฮิตหัวหิน  ที่พักหัวหิน  เกาะเสม็ด  เกาะช้าง  เขาใหญ่  ทัวร์ต่างประเทศ!

ความเห็นที่ โพสเมื่อ : 2010-05-14 14:53:37  โดย : AeeM-Cool
 
พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท กรุงเทพฯ
พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นพระที่นั่งองค์สำคัญใช้เป็นท้องพระโรงว่าราชการที่ประทับและที่ประกอบกพระราชพิธีสำคัญ ๆ ของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๙ เป็นปราสาททรงจตุรมุข สูงใหญ่เท่ากับพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ครั้งพระนครศรีอยุธยาโดยสร้างขึ้นแทนพระที่นั่งอินทราภิเษกเดิมซึ่งต้องอสุนีบาตไฟไหม้ทั้งหลัง นับเป็นปราสาททรงไทยแท้ที่เหลืออยู่สมบูรณ์เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย
การสร้างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในเมืองโบราณ ได้จากการรวบรวมค้นคว้าหลักฐานจากรูปภาพ จดหมายเหตุ พงศาวดาร ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ภายในพระที่นั่งที่ฝาผนังระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพเขียนเรื่อง พระราชพิธีสิบสองเดือน เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รู้ถึงพระราชพิธีต่าง ๆ อันเนื่องในการปกครอง ศาสนา และความเป็นอยู่ของเมืองไทยสมัยก่อน และที่ฝาผนังเหนือช่องหน้าต่างเป็นภาพเขียนเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ ๑ ในด้านต่าง ๆ ทั้งการปกครอง การศาสนา การสงครามและการติดต่อกับต่างประเทศ

ความสัมพันธ์ของศิลปะ สถาปัตยกรรม ชุมชนเมืองน่าอยู่


ความสัมพันธ์ของศิลปะ สถาปัตยกรรม ชุมชนและเมืองน่าอยู่ (1)
สิปประภา

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บทนำ

ศิลปะ คือสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อความงามและความพึงพอใจ เป็นการสนองตอบทางอารมณ์
สถาปัตยกรรม คือศิลปะแขนงหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์โดยตรง หน้าที่ของสถาปัตยกรรมหาใช่เพียงเพื่อประโยชน์ใช้สอยในด้านการอยู่อาศัยหรือใช้พื้นที่ในการทำกิจกรรมเท่านั้น แต่หน้าที่โดยตรงที่สำคัญอีกประการหนึ่งของสถาปัตยกรรมก็คือ การเป็นผลงานศิลปะที่มนุษย์สามารถเสพสุนทรียภาพได้ตลอดเวลา การออกแบบสถาปัตยกรรมที่สวยงาม มีคุณค่าทางศิลปะและการใช้สอย สามารถช่วยกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ได้ การกำหนดพฤติกรรมมนุษย์อย่างสร้างสรรค์ผ่านกระบวนการออกแบบสถาปัตยกรรม นอกจากจะเป็นการสร้างคุณค่าทางความงามให้แก่ชุมชนแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนามนุษย์ได้อีกด้วย
ชุมชน หรือ เมือง คือแหล่งที่รวมมนุษย์ให้เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน การที่มนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นชุมชน ไม่ว่าจะใหญ่ เล็ก เก่าแก่ หรือชุมชนใหม่ ชุมชนที่หนาแน่นหรือบางเบา ย่อมก่อให้เกิดวัฒนธรรมในชุมชนนั้นๆ ทั้งวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน วัฒนธรรมการใช้ภาษา การแต่งกาย ศิลปะ ประเพณี สิ่งก่อสร้าง ฯลฯ
ปัจจุบัน ศิลปะได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดผลบวกในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่พัฒนาแล้วหรือด้อยโอกาส มีข้อพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่าศิลปะสามารถทำให้มนุษย์ได้รับการพัฒนามากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจ้างงาน การมีส่วนร่วมในสังคม รวมถึงการพัฒนาในด้านอารมณ์ พฤติกรรมการใช้ชีวิต
ในชุมชน ศิลปะถูกนำมาใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าหลายแห่งได้ปฏิรูปชุมชนในท้องถิ่น โดยศิลปะสามารถทำหน้าที่ภายในชุมชนท้องถิ่น ได้ทำนองเดียวกับที่สามารถทำหน้าที่ภายในโรงเรียน เช่น การเพิ่มพูนพัฒนาการของปัจเจกบุคคลด้วยการช่วยสร้างความมั่นใจ ทักษะและแรงจูงใจ ช่วยเหลือในการพัฒนาทางด้านสังคมเพราะทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้รู้จักเพื่อนใหม่และเกิดความสนใจในประเด็นใหม่ๆ ช่วยปรับปรุงภาพลักษณ์ของท้องถิ่นที่ชาวบ้านมีความรู้สึกแง่บวกมากขึ้นต่อถิ่นที่ตนอยู่อาศัยและยังช่วยให้ผู้ร่วมกิจกรรมมีความรู้สึกที่ดีและแข็งแรงขึ้นจากการมีส่วนร่วมในโครงการศิลปะ

ศิลปะ สถาปัตยกรรม เมืองและชุมชนน่าอยู่ มีความสัมพันธ์กันและมีผลต่อการพัฒนามนุษย์อย่างไร จะขอกล่าวในรายละเอียดต่อจากนี้ไป



ความหมายของศิลปะ
ศิลปะ แต่เดิมหมายถึง งานช่างฝีมือ เป็นงานที่มนุษย์ใช้สติปัญญาสร้างสรรค์ขึ้นด้วย ความประณีตวิจิตรบรรจง ฉะนั้นงานศิลปะจึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นผลงานที่มนุษย์ใช้ปัญญา ความศรัทธา และความพากเพียรพยายามสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่
คำว่า Art  ตามแนวสากลนั้น มาจากคำ Arti และ Arte ซึ่งเริ่มใช้ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ความหมายของคำ Artiนั้น หมายถึงกลุ่มช่างฝีมือในศตวรรษที่ 14 , 15 และ 16 คำ Arte มีความหมายถึงฝีมือ ซึ่งรวมถึงความรู้ของการใช้วัสดุของศิลปินด้วย เช่น การผสมสีลงพื้นสำหรับการเขียนภาพสีน้ำมัน หรือการเตรียมและการใช้วัสดุอื่นๆ  
การจำกัดความให้แน่นอนลงไปว่าศิลปะคืออะไรนั้น เป็นเรื่องยาก เพราะว่าศิลปะเป็นงานสร้างสรรค์ 
ศิลปินมีหน้าที่สร้างงานที่มีแนวคิดและรูปแบบแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา ทฤษฎีศิลปะในสมัยหนึ่งอาจขัดแย้งกับของอีกสมัยหนึ่งอย่างตรงกันข้าม และทฤษฎีเหล่านั้นก็ล้วนเกิดขึ้นภายหลังผลงานสร้างสรรค์ที่เปลี่ยนแปลงและก้าวล้ำหน้าไปก่อนแล้วทั้งสิ้น 
อย่างไรก็ตาม ทัศนะเกี่ยวกับความหมายของศิลปะได้ถูกกำหนดตามการรับรู้ และตามแนวคิดต่างๆ อย่างกว้างขวาง โดยบุคคลต่างๆ ซึ่งพอยกตัวอย่างได้ดังนี้
ศิลปะ คือ ผลแห่งความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่แสดงออกมาในรูปลักษณ์ต่างๆ ให้ปรากฏซึ่งสุนทรียภาพ ความประทับใจ หรือความสะเทือนอารมณ์ ความอัจฉริยภาพ พุทธิปัญญา ประสบการณ์ รสนิยมและทักษะของแต่ละคน เพื่อความพอใจ ความรื่นรมย์ ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีหรือความเชื่อทางศาสนา (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, 2530)
ศิลปะ คือ ผลงานการสร้างสรรค์รูปลักษณ์แห่งความพึงพอใจขึ้นมา และรูปลักษณ์ก่อให้เกิดอารมณ์
 รู้สึกในความงาม อารมณ์รู้สึกในความงามนั้นจะเป็นที่พึงพอใจได้ก็ต่อเมื่อ ประสาทสัมผัสของเราชื่นชมในเอกภาพ หรือความประสมกลมกลืนกันในความสัมพันธ์อันมีระเบียบแบบแผน (Herbert Read, 1959)
ศิลปะ คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อแสดงออกซึ่งอารมณ์  ความรู้สึก สติปัญญา ความคิด และ/ หรือความงาม (ชลูด นิ่มเสมอ, 2534)
ศิลปะ เป็นผลงานที่เกิดจากการแสดงออกของอารมณ์ ปัญญา และทัศนคติ รวมทั้งทักษะความชำนิ ชำนาญของมนุษย์ การสร้างสรรค์งานศิลปะในปัจจุบันมีแนวโน้มไปในทางการสร้างสรรค์ และการแสดงออกของอารมณ์และความคิด ดังนั้น งานศิลปะนั้นอย่างน้อยที่สุดควรก่อให้เกิดอารมณ์ และ ความคิดสร้างสรรค์ กล่าวคือ เป็นงานที่สื่อให้ผู้ชมเกิดจินตนาการ นอกจากนั้น งานศิลปะที่ดีควรจะมีคุณค่าทางความงาม
ซึ่งเกิดจากการใช้องค์ประกอบของสุนทรียภาพ (วิรัตน์ พิชญ์ไพบูลย์, 2524)
ศิลปะ เป็นสะพานที่เชื่อมคติความเชื่อทางวัตถุกับทางจิตใจ เมื่อผู้ใดเข้าใจและรู้คุณค่าของศิลปะแล้ว ผู้นั้นก็อาจจะถึงซึ่งความสุขที่แท้จริง และได้ให้แนวคิดอีกความหมายหนึ่งว่า ศิลปะ หมายถึงความงามอันเป็นความพากเพียรของมนุษย์ นอกจากจะใช้ความพยายามด้วยมือและความคิดแล้วยังต้องมีการพวยพุ่งแห่งพุทธิปัญญาและจิตออกมาด้วย หมายถึงว่า ต้องมีใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำเพื่อให้เกิดปัญญา ความคิดและความรู้สึกพอใจให้พวยพุ่งออกมาและแทรกเข้าไปในสิ่งนั้น (ศิลป์ พีระศรี)

ศิลปะกับมนุษย์

มนุษย์ นับว่าเป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกที่สามารถรับรู้และสร้างสรรค์ศิลปะได้ ศิลปะจึงมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์อย่างมหาศาล เพราะศิลปะมีส่วนช่วยเสริมสร้างจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้น กล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน ทำให้เกิดความกลมกลืน ความรักสามัคคีต่อกัน งานศิลปะถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสนองความต้องการทางอารมณ์และจิตใจ เป็นเครื่องมือระบายและถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก จากมนุษย์สู่มนุษย์ ในขณะเดียวกันก็มีส่วนช่วยเสริมสร้างและพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ด้วย
ในอดีตที่ผ่านมา ศิลปะมักจะถูกจำกัดให้อยู่แต่ในแวดวงของศิลปินผู้สร้างสรรค์และสังคมชั้นสูงผู้สนใจเสพผลงานศิลปะเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน ศิลปะถูกยอมรับว่ามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับมนุษย์ในทุกๆ กลุ่ม และมีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ด้วย
ช่วงเวลาหนึ่งของคนในวงการทัศนศิลป์ไทยในอดีตเคยมีความเชื่อว่า โลกของศิลปกรรมเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ เป็นโลกที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง เป็นอิสระไม่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยใดๆ ดังนั้นหากใครทำแนวคิดเรื่องของการดำรงชีวิตของศิลปะไปเชื่อมโยงกับสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ทั้งภายในและภายนอกประเทศแล้ว ก็จะถูกมองว่า เป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง กระทั่งอาจถูกตำหนิว่าเป็นการทำให้ฐานะของศิลปะต้องมลทิน และฐานะต่ำลง
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไปพร้อมกับการพัฒนาองค์ความรู้ของทัศนศิลป์มีความเข้มแข็งมากขึ้น ความคิดเรื่องการดำรงอยู่ของศิลปะก็ได้รับการยอมรับว่ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบริบทของสังคมอย่างมิอาจแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด เมื่อได้ทำการวิเคราะห์ผลงานศิลปะของกลุ่มศิลปินในช่วงเวลาต่างๆ ของประวัติศาสตร์ซึ่งไม่เพียงแต่จะอาศัยแกนความรู้ของศิลปะเท่านั้นทว่าก็มีการนำความรู้เกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมเข้ามาวิเคราะห์ร่วมในเชิงสัมพันธ์ด้วย
การเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมโลกอย่างใหญ่หลวงและส่งผลสะเทือนต่อวงการศิลปะและวัฒนธรรมอย่างรุนแรง แน่นอนว่า การที่โลกพัฒนาเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยีสารสนเทศได้ส่งผลทำให้มนุษย์ทั่วทุกมุมโลกสามารถเรียนรู้   รับรู้เหตุการณ์ความเคลื่อนไหวต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกได้ในเวลาเดียวกัน ยิ่งการพัฒนาการสื่อสารที่เป็นการนำสื่อต่างๆ มาทำงานร่วมกันของแฟกซ์ คอมพิวเตอร์ ข่ายงานอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีอื่นๆ ก็ยิ่งทำให้กลายเป็นระบบที่ยิ่งใหญ่อันเกิดจากการหลอมรวมกันของสื่อชนิดต่างๆ (ขนทอง ลอเสรีวานิช,2537)
ซึ่งผลที่ตามมาเฉพาะทางด้านศิลปกรรมก็ส่งผลทำให้การรับรู้การเปลี่ยนแปลง ในวงการศิลปะความก้าวหน้าในวงการศิลปะ การสร้างสรรค์ผลงานศิลปวัฒนธรรม (Contemporary Art) จากศิลปินทั่วโลก   ถูกย่นระยะทั้งเวลาและสถานที่ให้มีลักษณะที่ร่วมสมัยโดยความหมายมากขึ้น
และด้วยเหตุผลนี้เอง การเคลื่อนไหวในวงการทัศนศิลป์ไทยในห้วงเวลา 1 ทศวรรษที่ผ่านมา จึงถือว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับกระแสการพัฒนาโลกที่มีเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงที่สำคัญ ดังนั้นในเวทีการแสดงผลงานศิลปะของศิลปินไทย ภาพของศิลปินในสังคมยุคสารสนเทศจึงปรากฏขึ้น   ด้วยการเสนอรูปแบบและกลวิธีการสร้างงานศิลปะที่ร่วมสมัยกับศิลปะยุคหลังสมัยใหม่กับงานศิลปะที่ก้าวข้ามประเภท ก้าวข้ามสาขา ที่ร่วมสมัยกับการสร้างงานศิลปะแห่งการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีกับจินตนาการ ตลอดจนผลงานศิลปะที่อาศัยการบูรณาการความรู้จากหลายองค์ความรู้เข้ามาอยู่ร่วมกัน
สภาพการเคลื่อนไหวดังกล่าว ไม่ใช่จะเกิดเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ได้แผ่กระจายไปทั่วทั้งทวีปเอเชีย โดยประเทศที่ประกาศตัวว่าเป็นประเทศสังคมนิยมก็ได้รับผลกระทบเทือนทางด้านศิลปวัฒนธรรมภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของโลกคลื่นลูกที่สามอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
อย่างไรก็ตามประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียอย่างโดดเด่นก็คือญี่ปุ่น โดยนับตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นก็มุ่งมั่นทุ่มเทศึกษาความเจริญเติบโตของโลกตะวันตกในทุกด้านอย่างมีจุดหมาย จนได้รับการยอมรับในปัจจุบันว่าเป็นประเทศผู้นำทางด้านศิลปะในภูมิภาคเอเชีย นอกจากจะเป็นผู้นำทางด้านศิลปะในภูมิภาคเอเชียแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางความร่วมมือและให้การสนับสนุนวงการศิลปะในภูมิภาคเอเชีย   ในต้นปี พ.ศ.2542 ญี่ปุ่นได้เปิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งเอเชียของทุกประเทศ พร้อมกับเป็นศูนย์รวมการเคลื่อนไหวทางศิลปวัฒนธรรมที่ควรแก่การศึกษาและการติดตาม (อำนาจ เย็นสบาย, 2541)
ทั้งนี้จากการเคลื่อนไหวในวงการศิลปะแห่งภูมิภาคเอเชียในยุคข้อมูลข่าวสาร การแสดงนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมแห่งเอเชียครั้งที่ 4 ที่ฟูโกโอกะ ณ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีพ.ศ. 2537 ยูชิโรโซจิ มาซาฮิโร   ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์แห่งฟูโกอูกะ ได้แสดงความเห็นต่อภาพรวมของผลงานศิลปะของศิลปินจำนวน 18 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียเอาไว้ว่า เรื่องราวที่แสดง (จากสังคมและความเป็นจริง) นั้น แสดงออกโดยวิธีการใหม่ รูปแบบใหม่ที่หลากหลาย (ทั้งอินสตอเลชั่นและศิลปะการแสดง) และสื่อวัสดุใหม่ๆ ศิลปวัฒนธรรมของเอเชียที่เคยได้รับการเรียนรู้จากโลกตะวันตกกำลังจะผ่านไปสู่กรอบของการสร้างสรรค์งานที่ท้าทายว่าด้วยการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ยุคหลังร่วมสมัยของเอเชีย
ไม่เพียงแต่การเคลื่อนไหวทางศิลปวัฒนธรรมจากประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ภายใต้สังคมยุคสารสนเทศ ประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลี จีน และในช่วงหลังจากปี 2000 ประเทศไทยก็น่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการเคลื่อนไหวด้านศิลปกรรมที่น่าจับตามองเช่นกัน
ในประเด็นที่เกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์ ได้มีการศึกษาวิจัยที่พิสูจน์ว่า ศิลปะช่วยให้มนุษย์เกิดพัฒนาการที่ดีและได้รับประโยชน์จากศิลปะ ได้แก่
ความสนุกสนาน ความตื่นเต้น ความพอใจมากขึ้นและผ่อนคลายจากความตึงเครียด
ทักษะและความรู้ในรูปแบบของศิลปะเฉพาะด้านเพิ่มขึ้น
ความรู้ในด้านสังคมและวัฒนธรรมที่เพิ่มขึ้น
พัฒนาการที่ก้าวหน้าในด้านส่วนตัวและด้านสังคม
การพัฒนาทักษะการคิดและความคิดสร้างสรรค์
ทักษะการสื่อสารและการแสดงความรู้สึกมีความสละสลวยมากขึ้น
การศึกษาวิจัยยังได้ยืนยันถึงผลต่างๆ เช่น ความนับถือตนเอง พัฒนาการส่วนบุคคล และทางด้านสังคมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีส่วนโดยตรงในการสลายความไม่พอใจและการแยกตัวจากสังคมในหมู่วัยรุ่น
รายงานสรุปของหน่วยงานด้านพัฒนาสุขภาพของประเทศอังกฤษ ปี พ.ศ. 2543 เกี่ยวกับผลกระทบของศิลปะที่มีต่อสุขภาพและความอยู่ดีมีสุข ได้ระบุถึงผลดีที่ได้ 2 ประการหลักๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษา ได้แก่
ประชาชนได้รับการจ้างงานมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลของโครงการที่ทำให้ได้เรียนรู้ทักษะเฉพาะด้านที่เกี่ยวกับศิลปะ
เกิดทักษะที่เป็นผลพลอยได้ เช่น วินัยและการประสานงาน
ในรายงานสรุปต่อสภาด้านศิลปะของอังกฤษ (Arts Council) ได้มีผู้ให้ข้อสังเกตว่า รายงานของหน่วยงานด้านพัฒนาสุขภาพยังได้ระบุถึงจำนวนที่เพิ่มขึ้นของผู้ที่เชื่อว่าคุณค่าที่สำคัญของโครงการศิลปะอาจอยู่ที่การได้แสดงออกทางอารมณ์ โดยคนจะใช้ศิลปะเพื่อแสดงออกถึงความต้องการ ความคับข้องใจและความรู้สึกต่างๆ ที่ไม่สามารถเปล่งออกมาได้ด้วยคำพูด
ในรายงานของสำนักคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2541 : ยุทธศาสตร์แห่งชาติของอังกฤษเพื่อการฟื้นฟูละแวกที่อยู่อาศัย ได้อธิบายถึงการหมักหมมของปัญหาต่างๆ ที่โยงใยในละแวกที่อาศัยที่เสื่อมโทรม เช่น การว่างงาน อาชญากรรม การเจ็บป่วยในอัตราที่สูงและคุณภาพการศึกษาที่ต่ำ ซึ่งสรุปได้ว่า ศิลปะ กีฬา กิจกรรมทางวัฒนธรรมและนันทนาการสามารถช่วยฟื้นฟูถิ่นที่อาศัยและทำให้สุขภาพ อาชญากรรม การจ้างงานและการศึกษาในชุมชนที่ขาดโอกาสมีสภาพดีขึ้น
ดังข้างต้นได้กล่าวถึงศิลปะ แต่ในส่วนต่อจากนี้ไปจะขอกล่าวถึงศิลปะอีกแขนงหนึ่งซึ่งก็คือสถาปัตยกรรม

ความหมายของสถาปัตยกรรม
เมื่อพูดถึงคำว่า สถาปัตยกรรม” หลายคนอาจนึกสงสัยว่า สถาปัตยกรรมมีความเกี่ยวข้องกับศิลปะอย่างไร แต่เชื่อว่าเมื่อเอ่ยถึงคำนี้ สิ่งแรกที่เรานึกถึงมักจะเป็นภาพตึกสูงๆ วัด หรือบ้านหลังโตๆ แท้ที่จริงแล้ว คำว่า สถาปัตยกรรม มีความหมายมากกว่านั้น สถาปัตยกรรม หมายถึง พื้นที่ว่างที่ถูกจัดให้เกิดการใช้สอย จะมีสิ่งปลูกสร้างหรือไม่มีก็ได้ เช่น ในอดีตพระสงฆ์ได้นำก้อนหิน ก้อนมาวางไว้รอบๆ ตามทิศต่างๆ ทิศ แล้วเข้าไปทำศาสนกิจภายในบริเวณนั้น ก็เรียกว่าเป็นเขตอุโบสถได้โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวอาคาร
สถาปัตยกรรมเป็นหนึ่งในศิลปะแขนงวิจิตรศิลป์ (Fine Arts) ซึ่งนอกจากจะถูกสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยแล้ว ยังมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือ เพื่อการชื่นชมหรือความงาม (สุชาติ เถาทอง, 2532) นับเป็นศิลปะที่มีวัตถุประสงค์ให้เกิดความงามด้วยการเห็น (ทัศนศิลป์)
สถาปัตยกรรม (Architecture) หมายถึง ศิลปะที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ใช้สอย เป็นรูปทรง กินเนื้อที่ มีปริมาตร เช่น ปิรามิดของชาวอียิปต์สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอย เพราะชาวอียิปต์เชื่อว่าเมื่อคนตายไปแล้ววิญญาณจะกลับมาเกิดอีก เขาจึงได้สร้างปิรามิดไว้สำหรับเก็บศพที่เรียกว่า มัมมี่” เพื่อให้วิญญาณได้ฟื้นกลับมาในรูปร่างเดิมและดำเนินชีวิตอย่างสุขสบาย
สถาปัตยกรรม หมายถึง งานที่ว่าด้วยการออกแบบแปลนอาคาร  การก่อสร้าง การวางผัง  การตกแต่งภายในภายนอกอาคาร ภายใต้หลักการการถ่ายเทของอากาศ แสง สี รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องรอบๆ และภายในอาคาร
ความหมายของศาสตร์ทางสถาปัตยกรรมนั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย บทความ De Architectura ของวิทรูเวียส ซึ่งเป็นบทความเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ที่สุด ได้กล่าวไว้ว่า สถาปัตยกรรมต้องประกอบ ด้วยองค์ประกอบสามส่วนหลักๆ ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวและสมดุล อันได้แก่ความงาม (Venustas) ความมั่นคงแข็งแรง (Firmitas)และประโยชน์ใช้สอย (Utilitas)
สถาปัตยกรรม เป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการก่อสร้างอาคาร ที่อยู่อาศัยต่างๆ การวางผังเมือง การจัดผังบริเวณ การตกแต่งอาคาร การออกแบบก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานศิลปะ ที่มีขนาดใหญ่ต้องใช้ผู้สร้างงานจำนวนมาก และเป็นงานศิลปะที่มีอายุยืนยาว
สถาปัตยกรรม คือวิธีการจัดสรรบริเวณที่ว่างให้เกิดประโยชน์ใช้สอยตามความต้องการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ศาสตร์ในสาขาต่างๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา และศิลปะ ความงดงาม
คุณค่าของสถาปัตยกรรม ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ดังนี้ คือ
1.การจัดสรรบริเวณที่ว่างให้สัมพันธ์กันของส่วนต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก
2.การจัดรูปทรงทางสถาปัตยกรรมให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย และสิ่งแวดล้อม
3.การเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมกลมกลืน
สถาปัตยกรรมแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ
1. ชนิดที่สร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์เข้าไปอาศัยอยู่ หรือประกอบกิจกรรมต่างๆ เช่น อาคาร บ้านเรือน โบสถ์ วิหาร ศาลา ฯลฯ
2. ชนิดที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยอื่นๆ เช่น อนุสาวรีย์ เจดีย์ สะพาน เป็นต้น
จึงสามารถสรุปได้ว่าสถาปัตยกรรมคือการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เกี่ยวกับการออกแบบถิ่นที่อยู่อาศัยทั้งภายใน ภายนอกให้เกิดความงาม ความมั่นคงแข็งแรงและประโยชน์ใช้สอย รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมและดำเนินการแก้ไขปัญหาของสภาพแวดล้อม วิเคราะห์ผลกระทบของการพัฒนา กำหนดการใช้สอยของภูมิทัศน์ต่างๆ เพื่อความสมดุลต่อการใช้งานของมนุษย์และความสมบูรณ์ของธรรมชาติอย่างยั่งยืน
ภูมิสถาปัตยกรรม

ภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape Architecture) หมายถึงออกแบบวางแผน การอนุรักษ์และจัดการพื้นที่ใช้สอยภายนอกอาคาร รวมทั้งพื้นที่บางส่วนภายในหรือบนดาดฟ้าอาคาร เพื่อความผาสุก สวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชน อาจครอบคลุมตั้งแต่การสร้างสวนสาธารณะและถนนอุทยานไปจนถึงการวางผังบริเวณกลุ่มอาคารสำนักงาน จากการออกแบบที่พักอาศัยไปจนถึงการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองและการจัดการพื้นที่ธรรมชาติขนาดใหญ่ หรือการฟื้นฟูภูมิทัศน์ที่เสียหาย เช่น เหมืองแร่เก่า บริเวณฝังกลบขยะ
การจัดสภาพแวดล้อมธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นควรเป็นไปอย่างกลมกลืนและสมดุล จะเห็นได้ว่าการตั้งถิ่นฐานของคนไทยในอดีต ไม่ได้คำนึงถึงความสวยงามทางสภาพแวดล้อม ใครนึกอยากจะปลูกเรือนตรงไหน ก็ปลูก การเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้ในการเกษตรก็เลี้ยงใต้ถุนบ้าน คนไทยไม่ได้คำนึงในเรื่องของความสวยงาม การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ถูกสุขลักษณะ ชาวบ้านส่วนใหญ่โดยเฉพาะในชนบทจะนึกถึงความจำเป็นของปากท้องเป็นหลัก แต่ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่ จะเห็นความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก
ภูมิสถาปัตยกรรม ยังครอบคลุมถึง การวางผังโครงการ งานที่พักอาศัยส่วนบุคคลและงานสาธารณะ การออกแบบผังโรงเรียน มหาวิทยาลัยและโรงแรม สวนสาธารณะ สนามกอล์ฟ สวนสนุกและสนามเล่นกีฬาต่างๆ บริเวณโครงการเคหะ นิคมอุตสาหกรรมและโครงการเชิงการค้า ทางหลวง โครงสร้างทางการขนส่ง สะพานและทางผ่าน ลานเมืองและลานชุมชนและระบบทางเดินเท้า โครงการฟื้นฟูชุมชนเมืองขนาดเล็กและใหญ่  ป่า แหล่งท่องเที่ยว ภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ และการประเมินทางภูมิทัศน์หรือการศึกษาด้านการอนุรักษ์ภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Cultural Landscape) อ่างเก็บน้ำ เขื่อน สถานีไฟฟ้า บ่อขุดวัสดุทางอุตสาหกรรมหรือโครงการทางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ รวมทั้งบริเวณบริการนักท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ การประเมินสภาพแวดล้อม การให้คำปรึกษางานวางแผนภูมิทัศน์และการทำข้อเสนอในการจัดการผืนแผ่นดิน โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งและเกาะ
คุณค่าที่สำคัญที่สุดของภูมิสถาปัตยกรรม มักเกิดขึ้นในช่วงแรกของการวางผังแม่บทโครงการ ช่วงที่อยู่ในระหว่างการระดมความคิดในการกลั่นกรองสิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการสร้างสรรค์การจัดการพื้นที่ใช้สอย

ศิลปะกับการท่องเที่ยวและเมืองน่าอยู่
จากความหมายของศิลปะ สถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม จะเห็นได้ว่าทุกอย่างมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับศิลปะการท่องเที่ยวและแหล่งมรดกทางอารยะธรรม การท่องเที่ยวในปัจจุบันได้นำเอาศิลปะและความสวยงามของสถาปัตยกรรมเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมความสวยงามของศิลปะ สถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์อันสวยงาม จึงเห็นได้ว่าแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำหลายแห่งได้จัดสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อให้สอดรับกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมาและอารยธรรมของสถานที่ ท่องเที่ยวนั้นๆ รวมทั้งผู้นักท่องเที่ยวผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางเพื่อเยี่ยมชมความงามของแหล่งธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คนในสถานที่เหล่านั้นที่เจ้าของชุมชนและหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ร่วมกันอนุรักษ์และถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะ วัฒนธรรมพื้นบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่นและแหล่งมรดกต่างๆ  โดยอาจจัดแสดงไว้ตาม แกลเลอรีหรือจัดเป็นกิจกรรมส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมในแหล่งท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวได้รับความรู้ไปพร้อมๆ กับความเพลิดเพลิน นับว่าเป็นการพักผ่อนหย่อนใจที่ได้รับประโยชน์ในแง่ของสมองและจิตใจเป็นอย่างยิ่ง จะเห็นได้ว่าศิลปะมีความสำคัญในการช่วยจรรโลงจิตใจ รวมทั้งยังช่วยส่งเสริมอาชีพและรายได้ให้กับประชาชนในแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ อีกด้วย

ประเภทของแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก
แลนด์มาร์กและอนุสรณ์สถาน (Landmarks and memorials) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นำเสนอจุดเด่นของแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ความเป็นมาของสถานที่โดยไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน อาทิ โบราณสถานและสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่แบบโกธิค เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมของออสเตรีย (Austria's World Cultural Heritage Sites):
พิพิธภัณฑ์ (Museums) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำให้เข้าถึงและเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับความเป็นมาของสถานที่นั้นๆ ซึ่งเป็นผลพวงแห่งความสว่างทางปัญญา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ให้นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้อย่างเพลิดเพลิน เช่นพิพิธภัณฑ์ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียซึ่งในยุคก่อนจะเป็นแค่การสะสมศิลปวัตถุ ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล ไม่ได้เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมจนศตวรรษที่ 18 ผู้คนถึงเริ่มตระหนักในความสำคัญของการศึกษารูปแบบใหม่ทีละน้อยๆและเปิดของสะสมให้ผู้ชมในวงกว้าง ออสเตรียเริ่มพัฒนาการด้านนี้อย่างจริงจังในสมัยจักรพรรดิฟรานซ์ที่ 1
บ้านโบราณ (Historical Houses) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำให้ได้สัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนที่อยู่ในย่านนั้นมาแต่ก่อนเก่าผ่านบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง และการตกแต่งที่สะท้อนถึงเรื่องราวในอดีตกาล
สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์ (Historical sites & monuments) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องราวของอดีตในพื้นที่จริง ซึ่งปัจจุบันได้รับการฟื้นฟูให้กลับมามีสภาพคล้ายของดั้งเดิมที่สุด สำหรับอนุสาวรีย์ก็คือจารึกทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในรูปแบบของสิ่งก่อสร้าง ซึ่งมีเรื่องราวให้ศึกษาอย่างลึกซึ้ง
ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรม (Art & craft Centres) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำให้ได้รู้จักวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชน ในสถานที่ที่จัดนิทรรศการเรื่องราวและแสดงงานศิลปหัตถกรรมของผู้คนในชุมชนออกมาอย่างมีชีวิตชีวา
อาร์ตแกลเลอรี (Art Galleries) เป็นสถานที่ที่ทำให้ได้รู้จักวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชน ผ่านมุมมองและแนวคิดหลากหลายของศิลปิน ในรูปแบบของศิลปะที่จัดแสดงไว้เป็นหมวดหมู่
สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสงครามโลกครั้งที่ 2 (World war II sites) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สะท้อนให้เห็นถึงผลพวงของสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งบัดนี้ยังเหลือร่องรอยแห่งความทรงจำครั้งนั้นอยู่ในพื้นที่ที่เคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
พระราชวัง (Royal Palaceเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งสะท้อนผ่านพระราชวังอันวิจิตรงดงาม ในรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นหนึ่งเดียว